วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ร้องละเมิดก่อสร้างบดบังแดดยามเช้า

Hot Focus
    • Date: 12/11/2555
    • ฟ้อง2คอนโดดังบังแดด'ชุมชนชินเขต'ร้องละเมิดก่อสร้างบดบังแดดยามเช้า
    • Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
      Monday, November 12, 2012  05:30


                ตุลาการศาลปกครองแถลงเพิกถอนใบอนุญาตเดอะเซนต์ สุขุมวิท เหตุอีไอเอไม่ถูกต้อง
                ชุมชนเดือดร้อนฟ้องสองคอนโดดัง "ดิ แอสปาย งามวงศ์วาน-เดอะเซนต์ สุขุมวิท" สร้างบดบังทัศนียภาพ  ตุลาการศาลปกครอง ชี้รายงานอีไอเอไม่ถูกต้องตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมสั่งเพิกถอนใบอนุญาต สผ. ยอมรับคอนโดก่อสร้างเพิ่มปีเดียวทะลุกว่า 300 โครงการ แต่ไม่ผ่านอีไอเอถึง 200 แห่ง
                วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง รวมไปถึงปัญหาจราจรที่ติดขัด ทำให้คอนโดกลางกรุงติดแนวรถไฟฟ้าเป็นคำตอบที่ลงตัวกับการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ แต่จำนวนคอนโดที่เพิ่มขึ้นโดยไร้การจัดระเบียบ กระทั่งหลายชุมชนรวมตัวกันยื่นฟ้องศาลปกครองกับการก่อสร้างที่กระทบต่อสภาพแวดล้อม
                นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ระบุว่า มีหลายชุมชนที่ได้เข้ามาขอให้ช่วยเหลือเพื่อยื่นฟ้องเจ้าของโครงการที่ก่อสร้าง ทั้งเรื่องการก่อสร้างที่ไปบัดบังทัศนียภาพ รวมไปถึงการก่อสร้างที่ไม่จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) จำนวนหลายโครงการ และศาลได้ตัดสินแล้ว 2 โครงการ
                คดีล่าสุดที่ คณะตุลาการศาลปกครอง อ่านคำแถลงเพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จนนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาต คอนโดโครงการเดอะเซนต์ สุขุมวิท ซึ่งชี้ว่า คอนโดจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนอีไอเอของกฎหมายสิ่งแวดล้อมปี 2535 เพราะไม่จัดรับฟังความคิดเห็นของชาวชุมชนที่อยู่รอบข้าง ทำให้การจัดทำอีไอเอไม่สมบูรณ์ เมื่อโครงการไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมายจึงเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและให้เพิกถอนรายงานอีไอเอฉบับดังกล่าว
                "เมื่ออีไอเอถูกเพิกถอนจึงทำให้ใบอนุญาตถูกเพิกถอนไปด้วย หลังจากนี้คาดว่า 1-2 วัน ศาลคงจะอ่านคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะต้องรอดูท่าทีของเจ้าของโครงการว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะโครงการเปิดขายไปแล้ว" นายศรีสุวรรณ กล่าว
                ที่ผ่านมาโครงการประเภทคอนโดในเมืองที่เข้าข่ายจัดทำอีไอเอไม่ถูกต้องขั้นตอน และสมาคมฯยื่นฟ้องศาลปกครองไปแล้ว 2-3 แห่งในเขตกทม.ชั้นใน เช่น โครงการ  ดิ แอสปาย" พงษ์เพชร ซึ่งทำอีไอเอไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและทำให้ชุมชนที่อาศัยรอบๆ ไม่เห็นพระอาทิตย์ตอนเช้า ถือเป็นการละเมิดทำให้ชุมชนไม่ได้รับแสงแดด
                ชาวชุมชนซอยชินเขต ถนนงามวงศ์วาน 43 แยก 1 ฟ้องโครงการก่อสร้างคอน โดมิเนียมหรู " แอสปาย" ความสูง 28 ชั้น 2 ตึก และอาคารจอดรถความสูง 9 ชั้นของบริษัท เดอะ แวลู พร็อพเพอร์ตี้  ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด โดยสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร่วมกับชาวบ้าน 16 รายในซอยชัยเกียรติ 1 และ ซอยชินเขต ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางในเดือนก.พ. 2554
                คอนโดบดบังแสงแดดยามเช้า
                ชาวชุมชนได้ฟ้องข้อหาการก่อสร้างคอนโดมิเนียมบดบังแสงแดด ทัศนวิสัยและช่องลม รวมทั้งปัญหาการก่อสร้างที่ทำให้มีเศษฝุ่น ทราย และวัสดุก่อสร้างร่วงหล่นมายังบ้านเรือน  และส่งเสียงดังในช่วงเวลากลางคืน โดยศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้บริษัทก่อสร้างได้เฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ ในช่วงเวลา 08.00-17.00 น. และให้หยุดกิจกรรมทุกประเภทในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการอื่น รวมทั้งให้มีการรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเรื่องความสั่นสะเทือน เสียง ฝุ่นละอองให้ครบถ้วน โดยให้รายงานต่อศาลทุกวันที่ 15 ของเดือนนับตั้งแต่มี.ค. 2554
                "กรุงเทพธุรกิจ" ได้ลงพื้นที่สำรวจความคืบหน้าการก่อสร้าง โดยพบว่าหากขับรถมาตามถนนเลียบคลองประปา  ก็สามารถมองเห็นตัวโครงการคอนโด แอสปาย ได้อย่างเด่นชัด เนื่องจากมีความสูงที่สุดในย่านถนนงามวงศ์วาน  บริเวณซอยชินเขต แยก 1 เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ก่อสร้างมากที่สุด โดยอาคารก่อสร้างไปแล้ว 60%  ถึงชั้นที่ 16 แล้ว"
                ความสูงของตึกสูงตระหง่าน 2 หลัง ที่วางตัวตามลักษณะของที่ดินตามความยาวทั้งด้านซ้าย-ขวาทำให้บดบังทัศนวิสัยไปทั้งหมด เพราะชุมชนแถวนี้ยังเป็นบ้านสองชั้นอยู่ด้านหลังอาคารคอนโดทำให้ในช่วงเช้าคอนโดปิดกั้นพระอาทิตย์ ชุมชนจะมีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ในช่วงเวลา 13.00 น. เป็นต้นไป และในช่วงเวลา 16.00 -17.00 น. ที่เป็นช่วงเวลาทำงานมีเสียงดังจากก่อสร้างดังกึกก้องในชุมชน และพบว่ามีเศษฝุ่นปลิวตามลมเป็นระยะๆ
                ชาวบ้านเตรียมยื่น 157 จนท.ละเว้น
                ด้าน นายสันติภัทร  พรหมบุตร ตัวแทนชาวชุมชนซอยชินเขต  กล่าวว่า แม้ว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไว้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติบริษัทฯ ยังฝ่าฝืนคำสั่งศาล มีการก่อสร้างเกินเวลาที่กำหนด โดยบ้านของตนอยู่ติดแนวรั้วของโครงการ ยังได้รับผลกระทบจากวัสดุก่อสร้าง ตะปู รวมทั้งก้นบุหรี่ที่คนงานทิ้งลงมาอย่างต่อเนื่องจนเกรงว่าจะเกิดไฟไหม้บ้าน
                เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นี้ ชาวบ้านต้องทำหนังสือแจ้งไปทางผู้อำนวยการสำนักงานเขตหลักสี่ เพื่อขอให้มาตรวจสอบโครงการอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าในวันที่ 7 ก.ย. นี้ ทางเขตกลับทำหนังสือชี้แจงโดยอ้างว่าทางโครงการมีมาตรการป้องกันเหตุ และระบุว่าจะแจ้งให้ผู้รับผิดชอบทำการแก้ไข
                เขาระบุว่า สำนักงานเขต บอกว่าโครงการทำถูกต้อง ทั้งที่โครงการทำผิดทุกอย่าง ทั้งละเมิดคำสั่งศาล และก่อสร้างโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทำผิดแบบ เพราะเดิมจะทำแค่ 22 ชั้นแต่มาเปลี่ยนเป็น 28 ชั้น รวมทั้งไม่ทำตามมาตรการอีไอเอ แทบทุกประเด็น ซึ่งชาวบ้านกำลังเตรียมยื่นเสนอต่อศาลปกครองเพิ่มเติม เพื่อขอให้เพิกถอนอีไอเอ เพิกถอนใบขออนุญาตก่อสร้าง รวมทั้งเตรียมยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตหลักสี่ ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
                ยอมย้ายถ้าโครงการซื้อบ้านทุกหลัง
                ขณะที่ นายสันติภัทร บอกว่า ชุมชนเคยมองเห็นแดดตลอดทั้งวัน แต่ขณะนี้ได้รับแดดแค่ครึ่งวันบ่ายเท่านั้น  ไม่สามารถมองทัศนียภาพภายนอกได้อีก  โดยพื้นที่ที่ถูกกว้านซื้อไปก่อสร้างคอนโดนั้นเป็นที่รกร้าง ก็ยังมีสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่อนาคตเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะเกิดปัญหาความแออัดตามมามาก ทั้งการจราจร จำนวนผู้คนที่เพิ่มขึ้นและความไม่ปลอดภัย
                "โครงการนี้มีห้องพักกว่า 1,400 ยูนิต โดยก่อนหน้านี้เคยมีข้อเสนอว่าจะจ่ายค่าชดเชยให้กับบ้าน 20 หลังที่อยู่ติดแนวรั้วคอนโดหลังละ
                3.5 แสนบาท และในหลังถัดไปราคาหลังละ 2 แสนบาท แต่เรามองว่ามันไม่คุ้มความเสี่ยงในอนาคต เช่น หากเกิดภัยพิบัติ หรือไฟไหม้ชาวบ้านต้องได้รับความเดือดร้อนแน่นอน ได้ยื่นข้อเสนอให้ทางโครงการซื้อบ้านทั้ง 39 รายที่ประสบปัญหาทั้งสองชุมชน เพื่อจะได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นๆ"
                คอนโดพุ่ง 2 เท่า เสนออีไอเอ 301 โครงการ
                จำนวนคอนโดที่เพิ่มมากขึ้นการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องยาก นายสันติ บุญประคับ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่า การเติบโตของธุรกิจคอนโดและบ้านจัดสรรในเขตพื้นที่กทม.และปริมณฑล รวมทั้งในเขตเมืองต่างจังหวัดค่อนข้างสูงมาก  โดยพบว่าในปี 2555 ตั้งแต่เดือนม.ค.-ต.ค.นี้  มีโครงการอาคารชุดพักอาศัย คอนโดมิเนียม อาคารชุดโรงแรม ส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) เข้าพิจารณาในคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (คชก.) ชุดด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน รวมทั้งสิ้น 301 โครงการ
                ส่วนใหญ่เป็นการเสนอสร้างในพื้นที่ทั่วไป 204 โครงการ และ อีก 97  โครงการเสนอก่อสร้างในพื้นที่ที่คุ้มครองทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ภูเก็ต พัทยา เป็นต้น และมีโครงการที่ผ่านความเห็นชอบไปเพียง 98 โครงการ ส่วนอีก 203 โครงการ ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ โดย คชก. มีมติสั่งให้เจ้าของโครงการปรับปรุง มาตรการในการลดผลกระทบ
                "อาคารคอนโดเสนออีไอเอ เพิ่มเข้ามา 2 เท่าตัว จากปี 2554 เพียง 172 โครงการ โดยเฉพาะปี 2555 เพิ่มเป็น 301 โครงการ แต่คณะกรรมการชำนาญการมีเพียงชุดเดียว และต้องประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ถือว่าภาระงานค่อนข้างหนัก"
                ส่อถูกชุมชนต้าน เหตุผังเมืองไม่ชัด
                นายสันติ ยอมรับว่าโครงการคอนโดที่เพิ่มขึ้นในเขตกทม.และเมืองขนาดใหญ่ ค่อนข้างเติบโตอย่างสะเปะสะปะมาก  เช่น  คอนโดสูงขนาดใหญ่เริ่มเข้าไปในชุมชนแถบชานเมืองที่ส่วนใหญ่เป็นบ้านพักดั้งเดิม เช่น แถวเสนานิคม รามอินทรา ซึ่งในอนาคตอาจนำไปสู่การร้องเรียนจากชุมชนเดิมที่อาจได้รับผลกระทบจากอาคารสูงบังแดด บังลมและทัศนียภาพรวมถึงปัญหาจากการจราจรที่ไม่รองรับกับคอนโดได้ ดังนั้นควรต้องใช้ผังเมือง และกฎหมายควบคุมอาคาร เป็นกฎหมายหลักในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของคอนโดในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพราะอีไอเอ เป็นเพียงกฎหมายรองทางด้านสิ่งแวดล้อมที่มาอุดช่องว่างเท่านั้น
                เขาบอกว่า ที่ผ่านมาปัญหาการก่อสร้างโครงการคอนโด โรงแรม ที่พักและอาคารชุด ที่มีปัญหาถูกสั่งเบรก แต่ไม่ถึงกับต้องรื้อถอนอาคาร ส่วนใหญ่เกิดจากเจ้าของโครงการที่บางครั้งก็หลีกเลี่ยงการทำตามเงื่อนไขอีไอเอ  เช่น กรณีก่อสร้างอาคารชุดไม่เกิน 80 ห้อง  แต่ก็ทำเพียง 79  ห้อง
                นอกจากนี้ยังพบว่าหลังการก่อสร้างไปแล้ว มีปัญหาว่าหน่วยงานที่อนุมัติอนุญาตไม่ได้ติดตาม กำกับดูแล และตรวจสอบ ให้อาคารเหล่านี้ปฏิบัติตามเงื่อนไข มาตรการอีไอเอ ที่กำหนด

ฟ้อง2คอนโดดังบังแดด'ชุมชนชินเขต'ร้องละเมิดก่อสร้างบดบังแดดยามเช้า

ฟ้อง2คอนโดดังบังแดด'ชุมชนชินเขต'ร้องละเมิดก่อสร้างบดบังแดดยามเช้า

Hot Focus
    • Date: 12/11/2555
    • ฟ้อง2คอนโดดังบังแดด'ชุมชนชินเขต'ร้องละเมิดก่อสร้างบดบังแดดยามเช้า
    • Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
      Monday, November 12, 2012  05:30


                ตุลาการศาลปกครองแถลงเพิกถอนใบอนุญาตเดอะเซนต์ สุขุมวิท เหตุอีไอเอไม่ถูกต้อง
                ชุมชนเดือดร้อนฟ้องสองคอนโดดัง "ดิ แอสปาย งามวงศ์วาน-เดอะเซนต์ สุขุมวิท" สร้างบดบังทัศนียภาพ  ตุลาการศาลปกครอง ชี้รายงานอีไอเอไม่ถูกต้องตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมสั่งเพิกถอนใบอนุญาต สผ. ยอมรับคอนโดก่อสร้างเพิ่มปีเดียวทะลุกว่า 300 โครงการ แต่ไม่ผ่านอีไอเอถึง 200 แห่ง
                วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง รวมไปถึงปัญหาจราจรที่ติดขัด ทำให้คอนโดกลางกรุงติดแนวรถไฟฟ้าเป็นคำตอบที่ลงตัวกับการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ แต่จำนวนคอนโดที่เพิ่มขึ้นโดยไร้การจัดระเบียบ กระทั่งหลายชุมชนรวมตัวกันยื่นฟ้องศาลปกครองกับการก่อสร้างที่กระทบต่อสภาพแวดล้อม
                นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ระบุว่า มีหลายชุมชนที่ได้เข้ามาขอให้ช่วยเหลือเพื่อยื่นฟ้องเจ้าของโครงการที่ก่อสร้าง ทั้งเรื่องการก่อสร้างที่ไปบัดบังทัศนียภาพ รวมไปถึงการก่อสร้างที่ไม่จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) จำนวนหลายโครงการ และศาลได้ตัดสินแล้ว 2 โครงการ
                คดีล่าสุดที่ คณะตุลาการศาลปกครอง อ่านคำแถลงเพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จนนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาต คอนโดโครงการเดอะเซนต์ สุขุมวิท ซึ่งชี้ว่า คอนโดจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนอีไอเอของกฎหมายสิ่งแวดล้อมปี 2535 เพราะไม่จัดรับฟังความคิดเห็นของชาวชุมชนที่อยู่รอบข้าง ทำให้การจัดทำอีไอเอไม่สมบูรณ์ เมื่อโครงการไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมายจึงเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและให้เพิกถอนรายงานอีไอเอฉบับดังกล่าว
                "เมื่ออีไอเอถูกเพิกถอนจึงทำให้ใบอนุญาตถูกเพิกถอนไปด้วย หลังจากนี้คาดว่า 1-2 วัน ศาลคงจะอ่านคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะต้องรอดูท่าทีของเจ้าของโครงการว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะโครงการเปิดขายไปแล้ว" นายศรีสุวรรณ กล่าว
                ที่ผ่านมาโครงการประเภทคอนโดในเมืองที่เข้าข่ายจัดทำอีไอเอไม่ถูกต้องขั้นตอน และสมาคมฯยื่นฟ้องศาลปกครองไปแล้ว 2-3 แห่งในเขตกทม.ชั้นใน เช่น โครงการ  ดิ แอสปาย" พงษ์เพชร ซึ่งทำอีไอเอไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและทำให้ชุมชนที่อาศัยรอบๆ ไม่เห็นพระอาทิตย์ตอนเช้า ถือเป็นการละเมิดทำให้ชุมชนไม่ได้รับแสงแดด
                ชาวชุมชนซอยชินเขต ถนนงามวงศ์วาน 43 แยก 1 ฟ้องโครงการก่อสร้างคอน โดมิเนียมหรู " แอสปาย" ความสูง 28 ชั้น 2 ตึก และอาคารจอดรถความสูง 9 ชั้นของบริษัท เดอะ แวลู พร็อพเพอร์ตี้  ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด โดยสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร่วมกับชาวบ้าน 16 รายในซอยชัยเกียรติ 1 และ ซอยชินเขต ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางในเดือนก.พ. 2554
                คอนโดบดบังแสงแดดยามเช้า
                ชาวชุมชนได้ฟ้องข้อหาการก่อสร้างคอนโดมิเนียมบดบังแสงแดด ทัศนวิสัยและช่องลม รวมทั้งปัญหาการก่อสร้างที่ทำให้มีเศษฝุ่น ทราย และวัสดุก่อสร้างร่วงหล่นมายังบ้านเรือน  และส่งเสียงดังในช่วงเวลากลางคืน โดยศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้บริษัทก่อสร้างได้เฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ ในช่วงเวลา 08.00-17.00 น. และให้หยุดกิจกรรมทุกประเภทในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการอื่น รวมทั้งให้มีการรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเรื่องความสั่นสะเทือน เสียง ฝุ่นละอองให้ครบถ้วน โดยให้รายงานต่อศาลทุกวันที่ 15 ของเดือนนับตั้งแต่มี.ค. 2554
                "กรุงเทพธุรกิจ" ได้ลงพื้นที่สำรวจความคืบหน้าการก่อสร้าง โดยพบว่าหากขับรถมาตามถนนเลียบคลองประปา  ก็สามารถมองเห็นตัวโครงการคอนโด แอสปาย ได้อย่างเด่นชัด เนื่องจากมีความสูงที่สุดในย่านถนนงามวงศ์วาน  บริเวณซอยชินเขต แยก 1 เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ก่อสร้างมากที่สุด โดยอาคารก่อสร้างไปแล้ว 60%  ถึงชั้นที่ 16 แล้ว"
                ความสูงของตึกสูงตระหง่าน 2 หลัง ที่วางตัวตามลักษณะของที่ดินตามความยาวทั้งด้านซ้าย-ขวาทำให้บดบังทัศนวิสัยไปทั้งหมด เพราะชุมชนแถวนี้ยังเป็นบ้านสองชั้นอยู่ด้านหลังอาคารคอนโดทำให้ในช่วงเช้าคอนโดปิดกั้นพระอาทิตย์ ชุมชนจะมีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ในช่วงเวลา 13.00 น. เป็นต้นไป และในช่วงเวลา 16.00 -17.00 น. ที่เป็นช่วงเวลาทำงานมีเสียงดังจากก่อสร้างดังกึกก้องในชุมชน และพบว่ามีเศษฝุ่นปลิวตามลมเป็นระยะๆ
                ชาวบ้านเตรียมยื่น 157 จนท.ละเว้น
                ด้าน นายสันติภัทร  พรหมบุตร ตัวแทนชาวชุมชนซอยชินเขต  กล่าวว่า แม้ว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไว้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติบริษัทฯ ยังฝ่าฝืนคำสั่งศาล มีการก่อสร้างเกินเวลาที่กำหนด โดยบ้านของตนอยู่ติดแนวรั้วของโครงการ ยังได้รับผลกระทบจากวัสดุก่อสร้าง ตะปู รวมทั้งก้นบุหรี่ที่คนงานทิ้งลงมาอย่างต่อเนื่องจนเกรงว่าจะเกิดไฟไหม้บ้าน
                เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นี้ ชาวบ้านต้องทำหนังสือแจ้งไปทางผู้อำนวยการสำนักงานเขตหลักสี่ เพื่อขอให้มาตรวจสอบโครงการอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าในวันที่ 7 ก.ย. นี้ ทางเขตกลับทำหนังสือชี้แจงโดยอ้างว่าทางโครงการมีมาตรการป้องกันเหตุ และระบุว่าจะแจ้งให้ผู้รับผิดชอบทำการแก้ไข
                เขาระบุว่า สำนักงานเขต บอกว่าโครงการทำถูกต้อง ทั้งที่โครงการทำผิดทุกอย่าง ทั้งละเมิดคำสั่งศาล และก่อสร้างโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทำผิดแบบ เพราะเดิมจะทำแค่ 22 ชั้นแต่มาเปลี่ยนเป็น 28 ชั้น รวมทั้งไม่ทำตามมาตรการอีไอเอ แทบทุกประเด็น ซึ่งชาวบ้านกำลังเตรียมยื่นเสนอต่อศาลปกครองเพิ่มเติม เพื่อขอให้เพิกถอนอีไอเอ เพิกถอนใบขออนุญาตก่อสร้าง รวมทั้งเตรียมยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตหลักสี่ ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
                ยอมย้ายถ้าโครงการซื้อบ้านทุกหลัง
                ขณะที่ นายสันติภัทร บอกว่า ชุมชนเคยมองเห็นแดดตลอดทั้งวัน แต่ขณะนี้ได้รับแดดแค่ครึ่งวันบ่ายเท่านั้น  ไม่สามารถมองทัศนียภาพภายนอกได้อีก  โดยพื้นที่ที่ถูกกว้านซื้อไปก่อสร้างคอนโดนั้นเป็นที่รกร้าง ก็ยังมีสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่อนาคตเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะเกิดปัญหาความแออัดตามมามาก ทั้งการจราจร จำนวนผู้คนที่เพิ่มขึ้นและความไม่ปลอดภัย
                "โครงการนี้มีห้องพักกว่า 1,400 ยูนิต โดยก่อนหน้านี้เคยมีข้อเสนอว่าจะจ่ายค่าชดเชยให้กับบ้าน 20 หลังที่อยู่ติดแนวรั้วคอนโดหลังละ
                3.5 แสนบาท และในหลังถัดไปราคาหลังละ 2 แสนบาท แต่เรามองว่ามันไม่คุ้มความเสี่ยงในอนาคต เช่น หากเกิดภัยพิบัติ หรือไฟไหม้ชาวบ้านต้องได้รับความเดือดร้อนแน่นอน ได้ยื่นข้อเสนอให้ทางโครงการซื้อบ้านทั้ง 39 รายที่ประสบปัญหาทั้งสองชุมชน เพื่อจะได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นๆ"
                คอนโดพุ่ง 2 เท่า เสนออีไอเอ 301 โครงการ
                จำนวนคอนโดที่เพิ่มมากขึ้นการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องยาก นายสันติ บุญประคับ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่า การเติบโตของธุรกิจคอนโดและบ้านจัดสรรในเขตพื้นที่กทม.และปริมณฑล รวมทั้งในเขตเมืองต่างจังหวัดค่อนข้างสูงมาก  โดยพบว่าในปี 2555 ตั้งแต่เดือนม.ค.-ต.ค.นี้  มีโครงการอาคารชุดพักอาศัย คอนโดมิเนียม อาคารชุดโรงแรม ส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) เข้าพิจารณาในคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (คชก.) ชุดด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน รวมทั้งสิ้น 301 โครงการ
                ส่วนใหญ่เป็นการเสนอสร้างในพื้นที่ทั่วไป 204 โครงการ และ อีก 97  โครงการเสนอก่อสร้างในพื้นที่ที่คุ้มครองทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ภูเก็ต พัทยา เป็นต้น และมีโครงการที่ผ่านความเห็นชอบไปเพียง 98 โครงการ ส่วนอีก 203 โครงการ ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ โดย คชก. มีมติสั่งให้เจ้าของโครงการปรับปรุง มาตรการในการลดผลกระทบ
                "อาคารคอนโดเสนออีไอเอ เพิ่มเข้ามา 2 เท่าตัว จากปี 2554 เพียง 172 โครงการ โดยเฉพาะปี 2555 เพิ่มเป็น 301 โครงการ แต่คณะกรรมการชำนาญการมีเพียงชุดเดียว และต้องประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ถือว่าภาระงานค่อนข้างหนัก"
                ส่อถูกชุมชนต้าน เหตุผังเมืองไม่ชัด
                นายสันติ ยอมรับว่าโครงการคอนโดที่เพิ่มขึ้นในเขตกทม.และเมืองขนาดใหญ่ ค่อนข้างเติบโตอย่างสะเปะสะปะมาก  เช่น  คอนโดสูงขนาดใหญ่เริ่มเข้าไปในชุมชนแถบชานเมืองที่ส่วนใหญ่เป็นบ้านพักดั้งเดิม เช่น แถวเสนานิคม รามอินทรา ซึ่งในอนาคตอาจนำไปสู่การร้องเรียนจากชุมชนเดิมที่อาจได้รับผลกระทบจากอาคารสูงบังแดด บังลมและทัศนียภาพรวมถึงปัญหาจากการจราจรที่ไม่รองรับกับคอนโดได้ ดังนั้นควรต้องใช้ผังเมือง และกฎหมายควบคุมอาคาร เป็นกฎหมายหลักในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของคอนโดในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพราะอีไอเอ เป็นเพียงกฎหมายรองทางด้านสิ่งแวดล้อมที่มาอุดช่องว่างเท่านั้น
                เขาบอกว่า ที่ผ่านมาปัญหาการก่อสร้างโครงการคอนโด โรงแรม ที่พักและอาคารชุด ที่มีปัญหาถูกสั่งเบรก แต่ไม่ถึงกับต้องรื้อถอนอาคาร ส่วนใหญ่เกิดจากเจ้าของโครงการที่บางครั้งก็หลีกเลี่ยงการทำตามเงื่อนไขอีไอเอ  เช่น กรณีก่อสร้างอาคารชุดไม่เกิน 80 ห้อง  แต่ก็ทำเพียง 79  ห้อง
                นอกจากนี้ยังพบว่าหลังการก่อสร้างไปแล้ว มีปัญหาว่าหน่วยงานที่อนุมัติอนุญาตไม่ได้ติดตาม กำกับดูแล และตรวจสอบ ให้อาคารเหล่านี้ปฏิบัติตามเงื่อนไข มาตรการอีไอเอ ที่กำหนด

ฟ้อง2คอนโดดังบังแดด'ชุมชนชินเขต'ร้องละเมิดก่อสร้างบดบังแดดยามเช้า

Hot Focus
    • Date: 12/11/2555
    • ฟ้อง2คอนโดดังบังแดด'ชุมชนชินเขต'ร้องละเมิดก่อสร้างบดบังแดดยามเช้า
    • Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
      Monday, November 12, 2012  05:30


                ตุลาการศาลปกครองแถลงเพิกถอนใบอนุญาตเดอะเซนต์ สุขุมวิท เหตุอีไอเอไม่ถูกต้อง
                ชุมชนเดือดร้อนฟ้องสองคอนโดดัง "ดิ แอสปาย งามวงศ์วาน-เดอะเซนต์ สุขุมวิท" สร้างบดบังทัศนียภาพ  ตุลาการศาลปกครอง ชี้รายงานอีไอเอไม่ถูกต้องตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมสั่งเพิกถอนใบอนุญาต สผ. ยอมรับคอนโดก่อสร้างเพิ่มปีเดียวทะลุกว่า 300 โครงการ แต่ไม่ผ่านอีไอเอถึง 200 แห่ง
                วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง รวมไปถึงปัญหาจราจรที่ติดขัด ทำให้คอนโดกลางกรุงติดแนวรถไฟฟ้าเป็นคำตอบที่ลงตัวกับการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ แต่จำนวนคอนโดที่เพิ่มขึ้นโดยไร้การจัดระเบียบ กระทั่งหลายชุมชนรวมตัวกันยื่นฟ้องศาลปกครองกับการก่อสร้างที่กระทบต่อสภาพแวดล้อม
                นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ระบุว่า มีหลายชุมชนที่ได้เข้ามาขอให้ช่วยเหลือเพื่อยื่นฟ้องเจ้าของโครงการที่ก่อสร้าง ทั้งเรื่องการก่อสร้างที่ไปบัดบังทัศนียภาพ รวมไปถึงการก่อสร้างที่ไม่จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) จำนวนหลายโครงการ และศาลได้ตัดสินแล้ว 2 โครงการ
                คดีล่าสุดที่ คณะตุลาการศาลปกครอง อ่านคำแถลงเพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จนนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาต คอนโดโครงการเดอะเซนต์ สุขุมวิท ซึ่งชี้ว่า คอนโดจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนอีไอเอของกฎหมายสิ่งแวดล้อมปี 2535 เพราะไม่จัดรับฟังความคิดเห็นของชาวชุมชนที่อยู่รอบข้าง ทำให้การจัดทำอีไอเอไม่สมบูรณ์ เมื่อโครงการไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมายจึงเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและให้เพิกถอนรายงานอีไอเอฉบับดังกล่าว
                "เมื่ออีไอเอถูกเพิกถอนจึงทำให้ใบอนุญาตถูกเพิกถอนไปด้วย หลังจากนี้คาดว่า 1-2 วัน ศาลคงจะอ่านคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะต้องรอดูท่าทีของเจ้าของโครงการว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะโครงการเปิดขายไปแล้ว" นายศรีสุวรรณ กล่าว
                ที่ผ่านมาโครงการประเภทคอนโดในเมืองที่เข้าข่ายจัดทำอีไอเอไม่ถูกต้องขั้นตอน และสมาคมฯยื่นฟ้องศาลปกครองไปแล้ว 2-3 แห่งในเขตกทม.ชั้นใน เช่น โครงการ  ดิ แอสปาย" พงษ์เพชร ซึ่งทำอีไอเอไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและทำให้ชุมชนที่อาศัยรอบๆ ไม่เห็นพระอาทิตย์ตอนเช้า ถือเป็นการละเมิดทำให้ชุมชนไม่ได้รับแสงแดด
                ชาวชุมชนซอยชินเขต ถนนงามวงศ์วาน 43 แยก 1 ฟ้องโครงการก่อสร้างคอน โดมิเนียมหรู " แอสปาย" ความสูง 28 ชั้น 2 ตึก และอาคารจอดรถความสูง 9 ชั้นของบริษัท เดอะ แวลู พร็อพเพอร์ตี้  ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด โดยสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร่วมกับชาวบ้าน 16 รายในซอยชัยเกียรติ 1 และ ซอยชินเขต ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางในเดือนก.พ. 2554
                คอนโดบดบังแสงแดดยามเช้า
                ชาวชุมชนได้ฟ้องข้อหาการก่อสร้างคอนโดมิเนียมบดบังแสงแดด ทัศนวิสัยและช่องลม รวมทั้งปัญหาการก่อสร้างที่ทำให้มีเศษฝุ่น ทราย และวัสดุก่อสร้างร่วงหล่นมายังบ้านเรือน  และส่งเสียงดังในช่วงเวลากลางคืน โดยศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้บริษัทก่อสร้างได้เฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ ในช่วงเวลา 08.00-17.00 น. และให้หยุดกิจกรรมทุกประเภทในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการอื่น รวมทั้งให้มีการรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเรื่องความสั่นสะเทือน เสียง ฝุ่นละอองให้ครบถ้วน โดยให้รายงานต่อศาลทุกวันที่ 15 ของเดือนนับตั้งแต่มี.ค. 2554
                "กรุงเทพธุรกิจ" ได้ลงพื้นที่สำรวจความคืบหน้าการก่อสร้าง โดยพบว่าหากขับรถมาตามถนนเลียบคลองประปา  ก็สามารถมองเห็นตัวโครงการคอนโด แอสปาย ได้อย่างเด่นชัด เนื่องจากมีความสูงที่สุดในย่านถนนงามวงศ์วาน  บริเวณซอยชินเขต แยก 1 เป็นชุมชนที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ก่อสร้างมากที่สุด โดยอาคารก่อสร้างไปแล้ว 60%  ถึงชั้นที่ 16 แล้ว"
                ความสูงของตึกสูงตระหง่าน 2 หลัง ที่วางตัวตามลักษณะของที่ดินตามความยาวทั้งด้านซ้าย-ขวาทำให้บดบังทัศนวิสัยไปทั้งหมด เพราะชุมชนแถวนี้ยังเป็นบ้านสองชั้นอยู่ด้านหลังอาคารคอนโดทำให้ในช่วงเช้าคอนโดปิดกั้นพระอาทิตย์ ชุมชนจะมีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ในช่วงเวลา 13.00 น. เป็นต้นไป และในช่วงเวลา 16.00 -17.00 น. ที่เป็นช่วงเวลาทำงานมีเสียงดังจากก่อสร้างดังกึกก้องในชุมชน และพบว่ามีเศษฝุ่นปลิวตามลมเป็นระยะๆ
                ชาวบ้านเตรียมยื่น 157 จนท.ละเว้น
                ด้าน นายสันติภัทร  พรหมบุตร ตัวแทนชาวชุมชนซอยชินเขต  กล่าวว่า แม้ว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไว้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติบริษัทฯ ยังฝ่าฝืนคำสั่งศาล มีการก่อสร้างเกินเวลาที่กำหนด โดยบ้านของตนอยู่ติดแนวรั้วของโครงการ ยังได้รับผลกระทบจากวัสดุก่อสร้าง ตะปู รวมทั้งก้นบุหรี่ที่คนงานทิ้งลงมาอย่างต่อเนื่องจนเกรงว่าจะเกิดไฟไหม้บ้าน
                เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นี้ ชาวบ้านต้องทำหนังสือแจ้งไปทางผู้อำนวยการสำนักงานเขตหลักสี่ เพื่อขอให้มาตรวจสอบโครงการอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าในวันที่ 7 ก.ย. นี้ ทางเขตกลับทำหนังสือชี้แจงโดยอ้างว่าทางโครงการมีมาตรการป้องกันเหตุ และระบุว่าจะแจ้งให้ผู้รับผิดชอบทำการแก้ไข
                เขาระบุว่า สำนักงานเขต บอกว่าโครงการทำถูกต้อง ทั้งที่โครงการทำผิดทุกอย่าง ทั้งละเมิดคำสั่งศาล และก่อสร้างโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทำผิดแบบ เพราะเดิมจะทำแค่ 22 ชั้นแต่มาเปลี่ยนเป็น 28 ชั้น รวมทั้งไม่ทำตามมาตรการอีไอเอ แทบทุกประเด็น ซึ่งชาวบ้านกำลังเตรียมยื่นเสนอต่อศาลปกครองเพิ่มเติม เพื่อขอให้เพิกถอนอีไอเอ เพิกถอนใบขออนุญาตก่อสร้าง รวมทั้งเตรียมยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตหลักสี่ ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
                ยอมย้ายถ้าโครงการซื้อบ้านทุกหลัง
                ขณะที่ นายสันติภัทร บอกว่า ชุมชนเคยมองเห็นแดดตลอดทั้งวัน แต่ขณะนี้ได้รับแดดแค่ครึ่งวันบ่ายเท่านั้น  ไม่สามารถมองทัศนียภาพภายนอกได้อีก  โดยพื้นที่ที่ถูกกว้านซื้อไปก่อสร้างคอนโดนั้นเป็นที่รกร้าง ก็ยังมีสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่อนาคตเมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะเกิดปัญหาความแออัดตามมามาก ทั้งการจราจร จำนวนผู้คนที่เพิ่มขึ้นและความไม่ปลอดภัย
                "โครงการนี้มีห้องพักกว่า 1,400 ยูนิต โดยก่อนหน้านี้เคยมีข้อเสนอว่าจะจ่ายค่าชดเชยให้กับบ้าน 20 หลังที่อยู่ติดแนวรั้วคอนโดหลังละ
                3.5 แสนบาท และในหลังถัดไปราคาหลังละ 2 แสนบาท แต่เรามองว่ามันไม่คุ้มความเสี่ยงในอนาคต เช่น หากเกิดภัยพิบัติ หรือไฟไหม้ชาวบ้านต้องได้รับความเดือดร้อนแน่นอน ได้ยื่นข้อเสนอให้ทางโครงการซื้อบ้านทั้ง 39 รายที่ประสบปัญหาทั้งสองชุมชน เพื่อจะได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นๆ"
                คอนโดพุ่ง 2 เท่า เสนออีไอเอ 301 โครงการ
                จำนวนคอนโดที่เพิ่มมากขึ้นการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องยาก นายสันติ บุญประคับ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่า การเติบโตของธุรกิจคอนโดและบ้านจัดสรรในเขตพื้นที่กทม.และปริมณฑล รวมทั้งในเขตเมืองต่างจังหวัดค่อนข้างสูงมาก  โดยพบว่าในปี 2555 ตั้งแต่เดือนม.ค.-ต.ค.นี้  มีโครงการอาคารชุดพักอาศัย คอนโดมิเนียม อาคารชุดโรงแรม ส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) เข้าพิจารณาในคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (คชก.) ชุดด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน รวมทั้งสิ้น 301 โครงการ
                ส่วนใหญ่เป็นการเสนอสร้างในพื้นที่ทั่วไป 204 โครงการ และ อีก 97  โครงการเสนอก่อสร้างในพื้นที่ที่คุ้มครองทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ภูเก็ต พัทยา เป็นต้น และมีโครงการที่ผ่านความเห็นชอบไปเพียง 98 โครงการ ส่วนอีก 203 โครงการ ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ โดย คชก. มีมติสั่งให้เจ้าของโครงการปรับปรุง มาตรการในการลดผลกระทบ
                "อาคารคอนโดเสนออีไอเอ เพิ่มเข้ามา 2 เท่าตัว จากปี 2554 เพียง 172 โครงการ โดยเฉพาะปี 2555 เพิ่มเป็น 301 โครงการ แต่คณะกรรมการชำนาญการมีเพียงชุดเดียว และต้องประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ถือว่าภาระงานค่อนข้างหนัก"
                ส่อถูกชุมชนต้าน เหตุผังเมืองไม่ชัด
                นายสันติ ยอมรับว่าโครงการคอนโดที่เพิ่มขึ้นในเขตกทม.และเมืองขนาดใหญ่ ค่อนข้างเติบโตอย่างสะเปะสะปะมาก  เช่น  คอนโดสูงขนาดใหญ่เริ่มเข้าไปในชุมชนแถบชานเมืองที่ส่วนใหญ่เป็นบ้านพักดั้งเดิม เช่น แถวเสนานิคม รามอินทรา ซึ่งในอนาคตอาจนำไปสู่การร้องเรียนจากชุมชนเดิมที่อาจได้รับผลกระทบจากอาคารสูงบังแดด บังลมและทัศนียภาพรวมถึงปัญหาจากการจราจรที่ไม่รองรับกับคอนโดได้ ดังนั้นควรต้องใช้ผังเมือง และกฎหมายควบคุมอาคาร เป็นกฎหมายหลักในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของคอนโดในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพราะอีไอเอ เป็นเพียงกฎหมายรองทางด้านสิ่งแวดล้อมที่มาอุดช่องว่างเท่านั้น
                เขาบอกว่า ที่ผ่านมาปัญหาการก่อสร้างโครงการคอนโด โรงแรม ที่พักและอาคารชุด ที่มีปัญหาถูกสั่งเบรก แต่ไม่ถึงกับต้องรื้อถอนอาคาร ส่วนใหญ่เกิดจากเจ้าของโครงการที่บางครั้งก็หลีกเลี่ยงการทำตามเงื่อนไขอีไอเอ  เช่น กรณีก่อสร้างอาคารชุดไม่เกิน 80 ห้อง  แต่ก็ทำเพียง 79  ห้อง
                นอกจากนี้ยังพบว่าหลังการก่อสร้างไปแล้ว มีปัญหาว่าหน่วยงานที่อนุมัติอนุญาตไม่ได้ติดตาม กำกับดูแล และตรวจสอบ ให้อาคารเหล่านี้ปฏิบัติตามเงื่อนไข มาตรการอีไอเอ ที่กำหนด

เปิดรายงานการวิจัยชาวบ้าน ผลกระทบจากเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

เปิดรายงานการวิจัยชาวบ้าน ผลกระทบจากเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

0

ศาลปกครองมีคำพิพากษา ยกฟ้องคดีพิพาทที่ชาวบ้านรอบสนามบินสุวรรณภูมิฟ้อง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2555 กรณีได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียงของเครื่องบิน

ศาลปกครองยกฟ้อง คดีมลพิษทางเสียงกระทบชาวบ้านรอบสุวรรณภูมิ

ศาลปกครองยกฟ้อง คดีมลพิษทางเสียงกระทบชาวบ้านรอบสุวรรณภูมิ
ศาลปกครองยกฟ้อง คดีมลพิษทางเสียงกระทบชาวบ้านรอบสุวรรณภูมิ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก suvarnabhumiairport.com

             ศาลปกครองมีคำพิพากษา ยกฟ้องคดีพิพาทที่ชาวบ้านรอบสนามบินสุวรรณภูมิฟ้อง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)  เมื่อปี 2555 กรณีได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียงของเครื่องบิน
            เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 ศาลปกครองนัดอ่านคำพิพากษาคดีรวม 25 ราย ฟ้อง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 6 ราย ได้แก่ กรมการบินพลเรือน กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่เมื่อปี 2555 ว่า ไม่ได้กำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีและประชาชนอีก 545 ราย ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมลภาวะทางเสียงของเครื่องบิน อันเนื่องมาจากการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วมศึกษาหรือประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และเมื่อร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ก็ไม่ได้รับการแก้ไข

            อย่างไรก็ตาม หลังจากศาลได้พิจารณาก็ได้มีคำสั่งยกฟ้องคดีนี้ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 หรือ คณะรัฐมนตรี ได้มีการอนุมัติให้ดำเนินโครงการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2534 ก่อนจะมีประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

            นอกจากนี้ แม้ว่าต่อมา บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมขึ้น และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 25 รายก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านการจัดทำรายงานฯ ในขั้นตอนต่าง ๆ และผู้ฟ้องคดีก็รับในข้อเท็จจริงในคำฟ้องว่า การจัดทำรายงานฯ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ดังนั้นจึงพิพากษายกฟ้อง



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

      

ผลกระทบที่เกิดจากการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอาคารการจัดสรรที่ดินและบริการชุมชน ตอนที่ 1

โดย Builder News วันที่ 6 พฤษภาคม 2557

ผลกระทบที่เกิดจากการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอาคารการจัดสรรที่ดินและบริการชุมชน ตอนที่ 1

เหตุที่จะต้องเขียนในหัวข้อข้างต้นก็คือ คำถามจากผู้ได้รับผลกระทบจากการจะไปลงทุนซื้อห้องพักในอาคารชุดหลังหนึ่ง ลักษณะคำถามมีดังนี้

“ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ประสงค์จะมีที่พักที่สะดวกกับการอยู่อาศัยและไปทำงาน” ผมจึงตกลงจะซื้อห้องพักในอาคารชุดหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่ทำงานชนิดไม่ต้องอาศัยยานพาหนะใดๆ อยู่แถวถนนพหลโยธิน ที่ซึ่งบริเวณนี้ก็มีอาคารชุด คอนโดอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก ผมวางเงินดาวน์ ผ่อนงวดไปบ้างแล้ว แต่แล้วบริษัทที่จะสร้างอาคารชุดหลังนี้ก็แจ้งมายังผมว่า “เนื่องจากโครงการไม่ผ่านรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของอาคารชุดหลังนี้ จึงขอให้ผมมารับเงินดาวน์คืนไป แต่ถ้าไม่รับคืน ให้เปลี่ยนไปซื้อโครงการอื่น หรือรอให้บริษัทปรับปรุงแก้ไขรูปแบบของอาคารชุดใหม่ ที่อาจจะต้องลดจำนวนห้องชุดลง เพื่อให้โครงการผ่านรายงานผลกระทบซึ่งอาจจะต้องทำให้ราคาห้องชุดสูงขึ้นบ้าง”

นี่เป็นตัวอย่างผลกระทบจากการต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งความเป็นจริงในปัจจุบันก็คือ มีโครงการที่จะต้องผ่านความเห็นชอบในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชน ไม่ถึงร้อยละ 10 ของโครงการที่ยื่นเสนอส่วนที่ไม่ผ่านกว่าร้อยละ 90 ก็ต้องไปจัดทำรายงานผลกระทบกันใหม่ แก้ไข ลดขนาดโครงการบ้าง เปลี่ยนแปลงโครงการบ้าง หรือปรับปรุงไปเป็นโครงการที่ไม่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบ

ดังนั้น ก็สมควรที่จะต้องศึกษาวิจัยกันว่า ผลกระทบจากการทำรายงานผลกระทบต่อโครงการในด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชนนั้นมีสิ่งใดบ้าง ในที่นี้คงต้องเริ่มต้นด้วยผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นได้แก่ ใคร กระทบส่วนไหน กระทบอย่างไร ทำไมโครงการจึงไม่ผ่านรายงานผลกระทบ ก่อนที่จะเล่ารายละเอียดของผู้ได้รับผลกระทบต่างๆ ต้องย้อนไปถึงประเด็นปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ คำถามว่าทำไมโครงการต่างๆ ที่เป็นโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าอาคารชุด โรงแรม อพาร์ตเม้นท์ โรงพยาบาล ซึ่งเป็นอาคารต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ประเด็นคำถามว่า ทำไมต้องจัดทำรายงานผลกระทบ

ก็เพราะมีความเชื่อกันว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลง สภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกิดอุบัติภัย น้ำท่วมรุนแรงพายุจัด ไฟป่าอย่างรุนแรง เข้าทำลายอาคารบ้านเรือนเสียหาย ขณะเดียวกันก็มีการบุกรุกป่าเขา ทำลายสภาพแวดล้อมเดิมกันเป็นอย่างที่สุด ประกอบกับการขยายตัวทางอุตสาหกรรมการผลิตที่มีผลเสียจากขบวนการผลิต ได้แก่ อากาศเสีย ปริมาณคาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ กรดกำมะถัน เพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำใช้ น้ำเสีย น้ำโสโครก ก็เพิ่มปริมาณมากขึ้น เกิดเป็นมลพิษและมลภาวะอันทำอันตรายแก่ข้างเคียง ความหวาดกลัวก็เลยระบาดไปถึงว่า เป็นเพราะเหตุการณ์สร้างอาคารบ้านเรือน หรือสิ่งก่อสร้าง ขนาดใหญ่เข้าไปทำลายสภาพแวดล้อม

โดยที่ไม่ได้พิจารณาว่า ความเป็นจริงนั้น อะไรเป็นความจริง อะไรเป็นตัวสร้างของเสีย มลพิษ มลภาวะ ทั้งทางอากาศ ทางน้ำ ทางเสียง ที่จะต้องควบคุมและจัดการให้ของเสีย มลพิษหรือมลภาวะนั้นลดลงจนไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม รวมทั้งคิดว่าอาคารพักอาศัยรวม บ้านจัดสรร อาคารขนาดใหญ่ จะผลิตหรือจะสร้างของเสียที่เป็นมลพิษ หรือสร้างมลภาวะได้ ทั้งที่อาคารเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งแวดล้อมธรรมดาปกติที่เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ทั่วไป เมื่อเกิดความวิตกกังวลกันว่า โครงการขนาดใหญ่อาจจะเกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

นักวิชาการสิ่งแวดล้อมกลุ่มหนึ่งก็ได้เสนอวิธีการที่จะป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเสนอเป็นพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมโลก และกำหนดคณะกรรมการผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อมในส่วนต่างๆ เช่น ส่วนของโครงการภาครัฐ ผู้ชำนาญการวิเคราะห์ชุดต่างๆ รวมทั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อมด้านอาคาร การจัดสรรที่ดินและบริการชุมชน สาระสำคัญที่กำหนดในพระราชบัญญัติก็คือ การกำหนดว่าสิ่งแวดล้อมคืออะไร และกำหนดหลักเกณฑ์การออกประกาศการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ว่า สิ่งใดเป็นสิ่งแวดล้อม และจะจัดการอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงหรือผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ซึ่งน่าจะสรุปเป็นสาระสำคัญเบื้องต้นดังนี้

คำจำกัดความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก็คือ คำว่าสิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่อยู่รอบตัวมนุษย์ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ได้ทำขึ้น มลพิษ หมายถึง ของเสีย วัตถุอันตราย และมลสารอื่นๆรวมทั้งกาก ตะกอน หรือสิ่งตกค้างจากสิ่งเหล่านั้น ที่ถูกปล่อยทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษ หรือที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติซึ่งก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือภาวะที่เป็นพิษภัยอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้ และให้หมายความรวมถึง รังสี ความร้อน แสง เสียง กลิ่น ความสั่นสะเทือน หรือเหตุรำคาญอื่นๆ ที่เกิดหรือถูกปล่อยออกจากแหล่งกำเนิดมลพิษด้วย

ภาวะมลพิษ หมายถึง สภาวะที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงหรือปนเปื้อนโดยมลพิษซึ่งทำให้คุณภาพของสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง เช่น มลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ มลพิษในดิน ของเสีย หมายถึง ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล น้ำเสีย อากาศเสีย มลสาร หรือวัตถุอันตรายอื่นใด ซึ่งถูกปล่อยทิ้งหรือมีที่มาจากแหล่งกำเนิดมลพิษ รวมทั้งกาก ตะกอน หรือสิ่งตกค้างจากสิ่งเหล่านั้น ที่อยู่ในสภาพของแข็งของเหลว หรือก๊าซ และประกาศหลักเกณฑ์สำคัญในการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม

        1.2.5 (2) การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการ ทั้งที่เป็นผลกระทบโดยตรง และผลกระทบทางอ้อมต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและคุณค่าต่างๆ ตาม 1.2.4 พร้อมทั้งแยกประเภททรัพยากรเป็นชนิดที่สามารถฟื้นฟูได้และฟื้นฟูไม่ได้รวมทั้งให้ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทุกทางเลือกของโครงการเปรียบเทียบกัน
        1.2.6 มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการชดเชย
        1.2.7 มาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม
        1.2.8 ตารางสรุปผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สำคัญพร้อมด้วยมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบดังกล่าว

สรุปเป็นหลักการและหลักเกณฑ์ของการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็เพื่อศึกษาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากโครงการ ที่เข้าไปหรือตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมนอกเขตชุมชนเมือง หรือพื้นที่ที่มีกฎหมายผังเมือง หรือกฎหมายควบคุมอาคาร หรือจะให้ชัดเจนก็ คือ บริษัทพื้นที่ป่า ภูเขา ชายทะเล หรือเป็นพื้นที่สภาพแวดล้อมเดิม ซึ่งโครงการที่จะเกิดขึ้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและก่อให้เกิดมลพิษหรือมลภาวะขึ้น

จากกฎเกณฑ์ที่ว่าด้วยการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้เขียนมาข้างต้นก็คือนักวิชาการและนักกฎหมายสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยผนวกเอาโครงการพักอาศัยรวมขนาดใหญ่ บ้านจัดสรร หรืออาคารสูงอาคารขนาดใหญ่ที่เป็นโครงการที่ปรากฏขึ้นหรือเกิดขึ้นในเขตเมือง หรือเขตควบคุมทางผังเมือง ที่เป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดในประกาศกระทรวงทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่จะต้องจัดทำงายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งในความเป็นจริงอาคารเหล่านี้ ก็ไม่ใช่เป็นอาคารที่ประกอบกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษหรือสภาวะแวดล้อมแต่อย่างใด อาจจะมีของเสีย เช่น น้ำเสีย ขยะ และความวุ่นวายเดือนร้อนรำคาญอันเกิดขึ้นขณะก่อสร้างโครงการ แต่ก็ควบคุมและจัดการได้ภายใต้กฎหมายควบคุมอาคารและข้อกำหนดบางประการ ในประกาศกระทรวงทรัพยากรสิ่งแวดล้อมเรื่องมาตรฐานของเสีย อากาศเสีย

ดังนั้น ในการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อมด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน บริการชุมชน จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องของมลพิษ ภาวะมลพิษ เพราะเป็นข้อกำหนดที่ผู้ประกอบการโครงการต่างๆ จะต้องจัดทำจัดให้มีและจัดการให้ ควรจะต้องดูแลผู้ประกอบการเหล่า นั้นตามกฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายถึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องจัดทำรายงานผลกระทบของอาคาร การจัดสรรที่ดิน หรือบริการชุมชนในเขตชุมชนเมือง หรือเขตผังเมืองรวมหรือเขตควบคุมอาคารนี้เลย

การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: อย่าให้เป็นเส้นขนาน

 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 
การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: อย่าให้เป็นเส้นขนาน
อาคารที่ดิน Weekly ปีที่ 6 ฉบับที่ 266 วันที่ 26 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2547 หน้า 68
        เมื่อปลายเดือนก่อน ทางมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (thaiappraisal.org) ร่วมกับ โรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย (trebs.ac.th) จัดการเสวนาวิชาการเรื่อง “การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” (Environmental Impact Assessment: EIA) โดยมีวิทยากรประกอบด้วย
        1.หน่วยราชการที่ดูแลทางด้านนี้ คือ คุณสุทธิศักดิ์ ภัทรมานะวงศ์ (นิติกร 8 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม              หรือ "สผ."
        2. บริษัทพัฒนาที่ดิน ได้แก่ คุณประสงค์ เอาฬาร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และคุณอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย
        3. บริษัทรับจ้างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม คือ คุณกฤษดารักษ์ แพรัตกุล เลขานุการชมรมนักวิชาการและที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อม และ
        4. ผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน โดยผมในฐานะประธานคณะกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย และเป็นผู้ดำเนินรายการ
อะไรคือการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
        โดยที่ทั่วโลกต่างตระหนักถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดจาการดำเนินการต่าง ๆ โดยน้ำมือของมนุษย์ ทางราชการจึงได้ออกกฎหมายการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมขึ้น ซึ่งจะเกิดจากการพัฒนาที่ดินด้วย
       อย่างไรก็ตามการศึกษานี้ไม่ใช่การขออนุญาตใด ๆ เพียงแต่จัดทำการศึกษานี้ให้ถูกต้องตามหลักวิชาโดยผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วนำผลนี้ไปใช้ประกอบการพิจารณาของหน่วยงานที่จะให้อนุญาตก่อสร้างอาคารต่าง ๆ (สุทธิศักดิ์)
        ผลการศึกษาจะบอกว่า การพัฒนาที่ดินที่วางแผนไว้ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ และถ้ามีจะต้องมีมาตรการแก้ไขใด ๆ และก็แน่นอนว่าถ้าต้องแก้ไข ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย และถ้าเป็นเงินมหาศาล ผู้ประกอบการก็คงจะไม่อยากจ่าย ดังนั้นจึงมีความพยายามจะทำให้ "ผ่าน" การศึกษา หรือให้ระบุว่าไม่มีหรือมีผลกระทบแต่น้อยโดยไม่ต้องเสียเงินทองแก้ไขอะไรมากมาย (ถ้ามี)
        การศึกษานี้เกี่ยวข้องกับนักพัฒนาที่ดินใน 3 กรณีหลัก ๆ คือ การจัดสรรที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยหรือเพื่อการพาณิชย์ (ที่มีขนาด 500 หน่วยขึ้นไป หรือมีเนื้อที่เกิน 100 ไร่, โรงแรม สถานที่พักตากอากาศและอาคารอยู่อาศัยรวม ที่มีขนาดห้องตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป (กฤษดารักษ์)
ข้อกังวลของผู้ประกอบการ
        การจัดทำผลกระทบสิ่งแวดล้อมนี้จะมีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ และตามประสบการณ์ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน (อธิป) และหากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เป็นกังวลก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันและความเสียเปรียบในการแข่งขันในระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเอง (ประสงค์) นอกจากนี้ใครจะเป็นผู้จ่าย ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นรายปี ผู้ประกอบการเมื่อขายหมดแล้ว ก็คงไม่สามารถตามไปดูแลได้ตลอดเวลา
        ทางผู้ประกอบการยินดีให้ความร่วมมือ (อธิป) แต่บางครั้งอาจดูประหนึ่งการเลือกปฏิบัติ เช่น หมู่บ้านจัดสรรต่าง ๆ มีระบบบำบัดน้ำเสีย ขณะที่บ้านชาวบ้านทั่วไปไม่ดีด้วยซ้ำไป นอกจากนี้ถ้าเทียบกับโครงการขนาดใหญ่อย่างสำนักงาน กลับไม่จำเป็นต้องทำการศึกษา
        ทางราชการก็เข้าใจดีว่า การศึกษานี้อาจทำให้เสียเวลาในการดำเนินการ และอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้น (สุทธิศักดิ์) แต่จำเป็นเพราะส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมคิดอย่างไร
        ปัจจุบันมีบริษัทรับจ้างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมประมาณ 48 บริษัท แต่ละโครงการอาจใช้เวลาพอสมควร แต่ไม่เกิน 6 เดือน (กฤษดารักษ์) เดี๋ยวนี้ทางบริษัทเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นชมรมนักวิชาการและที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อม และมีการจัดประชุมบ่อย ๆ เหมือนกัน
        กฎหมายสิ่งแวดล้อมก็คือ พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และประกาศที่เกี่ยวข้องซึ่งออกตาม พรบ.ดังกล่าว (สุทธิศักดิ์)
        การทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นสำคัญ แต่ปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินก็คือ หนึ่ง การมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง มุ่งเอาแต่ธุรกิจ สองการไม่เข้าใจหลักและวิธีการศึกษา และสามคือการละเลยต่อการปฏิบัติตามมาตรการที่รับปากไว้
มาร่วมกันสร้างสรรค์การศึกษา EIA
        การที่ทาง สผ. ขาดบุคคลากร (สุทธิศักดิ์) ทำให้งานล่าช้า ควรมีการเพิ่มเติมจำนวนบุคลากร รวมทั้งการเพิ่มเติมเบี้ยเลี้ยง (อธิป) ส่วนการที่ทาง สผ. ยังควรมีความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็ควรมีการตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาจากนักวิชาการและผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์บ้าง (โสภณ) จะได้คล้ายกับกรณีที่ทางกรมการผังเมือง หรือคณะกรรมการจัดสรรที่ดินได้เชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมด้วย (ประสงค์) และกรณีที่ผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งประชาชนยังไม่มีความเข้าใจดีต่อเรื่องนี้ ก็ควรจะมีการรณรงค์ให้ความรู้ทางด้านนี้อย่างกว้างขวาง เพื่อไม่ให้มอง EIA เป็นสิ่งแปลกแยกจากชีวิตของเรา (โสภณ)
ความเพิ่มเติมเรื่องมูลค่าทรัพย์สิน
         ปกติแล้ว มาตรการเพิ่มเติมทางสิ่งแวดล้อมก็คงไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในต้นทุนการแข่งขัน ในทางตรงกันข้าม โครงการที่มีการศึกษาที่ดี น่าจะได้รับการต้อนรับจากผู้บริโภคมากกว่าด้วย (โสภณ) อย่างไรก็ตามหากผลการศึกษาระบุว่าต้องใช้เงินเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมมหาศาล ก็แสดงถึงความเป็นไปไม่ได้ของโครงการทางด้านข้อกฎหมาย และการตลาดแล้วส่วนหนึ่ง (กฤษดารักษ์)
         ในการประเมินค่าทรัพย์สิน โดยเฉพาะที่ดิน-อาคารที่ปนเปื้อนสารพิษหรือเชื้อโรคต่าง ๆ (contaminated site) ผู้ประเมินก็ยังต้องหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องนี้มาประเมินว่าต้นทุนการ "ทำให้สะอาด" เป็นเท่าไร แล้วจึงนำมูลค่าตลาดของทรัพย์สินในยามปกติมาลบด้วยต้นทุนดังกล่าว (โสภณ) แต่ในบางกรณีต้นทุนการ "ทำให้สะอาด" ดังเดิมอาจจะสูงกว่าราคาที่ดินด้วยซ้ำไป เช่นกรณีชาวบ้านท้ายลำเหมืองแร่คลิตี้ เป็นต้น ถ้าจะทำสายน้ำให้สะอาดดังเดิม อาจมีต้นทุนมหาศาล การให้เวลาบำบัดและการเคร่งครัดกับทางโรงงานในอนาคต คงดีกว่า และเช่นนี้แล้ว ก็ควรย้ายชาวบ้านออกไปให้พ้นจากสภาพความเป็นพิษ โดยต้องจ่ายกันอย่างงามทีเดียว เพราะไม่ใช่ความผิดของพวกเขา
         อย่าลืมนะครับ การศึกษา EIA ไม่ใช่สิ่งแปลกแยก เป็นความจำเป็นที่จะทำให้เกิดความเป็นอารยะ และทำให้การพัฒนาต่าง ๆ มีความยั่งยืน เผื่อแผ่ไปถึงลูกหลานของเราในอนาคต

AREA.co.th มีศูนย์ข้อมูลที่ครอบคลุมโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ มีจำนวนข้อมูลที่มากที่สุดในประเทศไทยจากการสำรวจภาคสนามอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2537